posted on 10 Sep 2008 20:17 by skillsocpolsci61
เมื่อกล่าวถึง "รัฐธรรมนูญ" คนส่วนใหญ่ก็คงรับรู้ว่าคือ กฎหมายสูงสุดของประเทศ ในทำนองว่า กฎหมายอื่นที่ขัดรัฐธรรมนูญถือว่าใช้ไม่ได้ หรือรัฐธรรมนูญในยุคปัจจุบันอาจจะกลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มชนชั้นนำในการจำกัดและกำจัดอำนาจของฝ่ายตรงข้าม (เช่น รัฐธรรมนูญ 2550 ของคณะรัฐประหารที่มุ่งเน้นการทำลายล้างระบอบทักษิณเป็นหลัก) แต่น้อยคนนักที่จะได้ตระหนักรับรู้ว่า สถานภาพและบทบาทของรัฐธรรมนูญมีอะไรมากกว่าเป็นแค่ "บทบัญญัติ" หรือ "ข้อบังคับ" สูงสุดของรัฐชาติเท่านั้น
แต่สิ่งที่เป็นข้อกำหนดที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนกว่ารัฐธรรมนูญนั้นคือ วัฒนธรรมทางการเมือง อันหมายถึง วิถีชีวิต วิถีความคิด ค่านิยมของสังคม ซึ่งนิธิ เอียวศรีวงศ์ได้อรรถาธิบายไว้ในบทความที่ชื่อว่า "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย" จึงเป็นที่มาของบทความนี้ โดยมุ่งค้นหาข้อเสนอหลัก (Argument) ที่ผู้เขียนพยายามนำเสนอ และพิจารณาถึงความสัมพันธ์ ความเหมือน ความต่างระหว่าง "รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย" กับ "บทความที่ไม่มีชื่อ" เปรียบเทียบในฐานะความเป็นบทความวิชาการกับบทความในพื้นที่สาธารณะ
ข้อเสนอหลักที่เด่นชัดในงานรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยของนิธินั้นคือ วัฒนธรรมทางการเมืองคือรัฐธรรมนูญที่แท้จริงของรัฐ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนกว่า ด้วยเหตุที่เป็นภาพนามธรรม ไม่สามารถก่อรูปที่ชัดเจน และล้มล้างได้ยาก (กล่าวอย่างง่ายคือ ร่างไม่ได้และฉีกไม่ออก) เพราะ วัฒนธรรมทางการเมืองเกิดจากการเรียนรู้-ถ่ายทอดของประชาชน การสั่งสมร่วมกันเป็นเวลานานของสังคม จนกลายเป็นความชอบธรรม (Legitimacy) ที่เกิดจากความยินยอมของประชาชนในแง่ที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานาน จึงเป็นการยอมรับไปโดยปริยาย และจะเปลี่ยนแปลงได้ต่อเมื่อ วัฒนธรรมทางการเมืองของคนในสังคมนั้นเปลี่ยนไป
ประเด็นหลักที่นิธิได้ยกมาเพื่อสนับสนุนข้อเสนอนั้นมีทั้งสิ้น 3 ประเด็นสำคัญ ในประเด็นแรก รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยที่ได้รับความยินยอมจากประชาชนนั้นไปเกื้อหนุนและสร้างความชอบธรรมแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ และสถาบันพระพุทธศาสนา กล่าวคือ แม้ไม่มีบทบัญญัติที่ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ สถาบันเหล่านี้ก็ยังดำรงอยู่ในสังคม อันเป็นผลจากประวัติศาสตร์ชาติที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนปัจจุบันในฐานะเป็นตัวสืบทอดความเชื่อมั่นของราษฎร แม้จะมีการรัฐประหารเปลี่ยนแปลงราชวงศ์บ่อยครั้ง แต่ก็เป็นการเปลี่ยนเพียงตัวบุคคล มิได้เปลี่ยนแปลงสถาบันหรือเปลี่ยนแปลงระบอบ สถาบันพระมหากษัตริย์จึงได้มั่นคงอยู่ถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ ทั้งสองสถาบันนี้ถือว่าเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออกในฐานะที่ค้ำจุนซึ่งกันและกัน ในมิติของความสัมพันธ์เชิงอำนาจ รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรทุกฉบับระบุหน้าที่ที่ทั้งสองสถาบันมีต่อกันไม่ว่าจะเป็นเรื่อง พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและอัครศาสนูปถัมภก หรือพระราชพิธีต่างๆที่ต้องมีพิธีสงฆ์ประกอบด้วยเสมอ ทั้งสองจึงมีสถานะพิเศษและเป็นสถาบันที่มั่นคงที่สุดในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมแล้ว
ประเด็นต่อมา บทบาทของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยในฐานะดุลแห่งอำนาจ นิธิอ้างถึงคำสำคัญ 2 คำที่มีความหมายยิ่งต่อสังคมไทย นั่นคือ "อำนาจ[1]" กับ "อิทธิพล[2]" ซึ่งมีมาในสังคมไทยแต่โบราณ โดยมีกรอบความเชื่อที่เป็นข้อจำกัดคือเรื่องของศีลธรรม คนไทยเองนั้นไม่เคยแยกระหว่างเรื่องส่วนตัวกับเรื่องสาธารณะออกจากกัน นิธิได้ยกตัวอย่างนโยบายบางอย่างที่ผู้มีอำนาจในรัฐบาลคิดว่าจะดำเนินการแต่ก็พบว่าขัดกับกฎแห่งศีลธรรมจรรยา เช่น นโยบายเปิดบ่อนเสรี หรือค้าประเวณีถูกกฎหมาย ซึ่งเรื่องเหล่านี้มักไปสัมพันธ์กับอำนาจและอิทธิพลท้องถิ่น ชวนให้ผู้อ่านตั้งคำถามว่า อำนาจรัฐนั้นไม่มีจริงหรือรัฐไม่ใช้อำนาจอย่างจริงจัง จึงต้องยอมจำนนต่ออิทธิพลท้องถิ่น และได้ตั้งข้อสรุปในประเด็นนี้ว่า ผู้ปกครองไทยนั้นถูกกระหนาบด้วยข้อจำกัดของอำนาจสองอย่าง หนึ่งคือนักเลงท้องถิ่นและสองก็คืออาการภายนอกของศีลธรรม
เนื้อหาของประเด็นข้างต้นนั้นได้เชื่อมโยงมาถึงประเด็นสุดท้ายที่สำคัญยิ่ง นิธิกล่าวถึง กองทัพ, ส.ส., กฎหมาย ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแบบสำคัญในดุลแห่งอำนาจในรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย โดยกองทัพนั้นเป็นสถาบันหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ยอมรับ เพราะมีกองกำลังที่พร้อมจะเป็นเครื่องมือบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมหรือสั่นคลอนความมั่นคงของระบบราชการ ตัวอย่างจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่ผ่านมา เห็นได้ว่าคนไทยยอมรับอิทธิพลของทหารมากขึ้น ซึ่งต่างจากส.ส.ตรงที่ถ้าพิจารณาในรูปแบบกลุ่มเราจะเห็นว่ากองทัพมีอิทธิพลมากกว่า แต่ถ้าพิจารณาในรูปของปัจเจกบุคคล ส.ส.ก็จะมีอิทธิพลมากกว่า เพราะสามารถให้คุณให้โทษและคุ้มครองประชาชนได้ (ลักษณะดังกล่าวคล้ายกับความสัมพันธ์ระหว่างมูลนายกับไพร่ในสมัยอยุธยา) ส่วนกฎหมายนั้นรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยกล่าวว่าเป็น "สิ่งศักดิ์สิทธิ์" ที่นักรัฐประหารจะไปแตะต้องไม่ได้ง่ายๆ (ตรงข้ามกับสถานการณ์ที่เป็นในปัจจุบันมาก) เพราะเป็นทั้งตัวคาน ตัวถ่วงดุลและตรวจสอบหน้าที่ต่างๆของอำนาจ
สังเกตได้ว่างานของนิธิในครั้งนี้มีส่วนคล้ายกับงาน "บทความที่ไม่มีชื่อ" ตรงที่จุดยืนของผู้เขียน เห็นได้ว่า นิธิเองเป็นคนหนึ่งที่ศึกษารัฐธรรมนูญไทยได้แตกฉานลึกซึ้ง สามารถค้นพบข้อดีข้อด้อยสำคัญได้ และเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่มั่นคงย่อมเกิดจากวัฒนธรรมทางการเมืองที่เข้มแข็งของประชาชน ส่วนในแง่การใช้ภาษา นิธิใช้การเขียนที่ซ่อนตัวเองออกจากความเห็นในงาน ทั้งที่เราสามารถพบได้ว่า นิธิได้สอดแทรกความเห็นของตัวเองไปมิใช่น้อย แต่ใช้ความรู้ทางภาษาหลีกเลี่ยงประเด็นนี้ออกมา สองงานนี้มีความต่างอยู่ในเรื่องของความเป็นบทความวิชาการ รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมมีการอ้างอิงถึงงานของนักวิชาการท่านอื่นและยกตัวอย่างที่เด่นชัดเพื่อสนับสนุนข้อเสนอของตน ซึ่งต่างจากบทความที่ไม่มีชื่อซึ่งเป็นบทความสาธารณะ ที่เป็นงานเขียนเชิงอารมณ์ความรู้สึกเสียมาก เน้นการเตือนและให้ข้อคิดแก่สังคมมากกว่าสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้ผู้ที่สนใจศึกษาได้ค้นคว้าต่อไป และนี่...คือความเหมือนความต่างที่ชัดเจนระหว่างบทความวิชาการกับบทความสาธารณะ
[1] คนไทยมองว่าอำนาจมีสองอย่าง อย่างแรกคืออำนาจที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือประเพณี อย่างที่สองคือ อำนาจที่ไม่มีกฎหมายหรือประเพณีรับรอง แต่ก็มีพลังเหมือนกับอำนาจอย่างแรก คนไทยเรียกว่า "อิทธิพล" (Yoshifumi Tamada: 1991/3)
[2] อิทธิพล คือ ข้อจำกัดที่อำนาจอันแบ่งแยกมิได้ของผู้ปกครองไทยต้องเผชิญตลอดมา เมื่อใดที่ราษฎรเดือดร้อนก็อาจวิ่งเต้นเข้าหาอำนาจอันถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมืองได้หรือวิ่งเต้นเข้าหาความคุ้มครองจาก "อิทธิพล" ที่อำนาจต้องประนีประนอมได้ แล้วแต่กรณีว่าควรจะจัดการความเดือดร้อนนั้นอย่างไร จะพูดภาษาสมัยใหม่แบบฝรั่งว่าอำนาจการปกครองของไทยถูก "คาน" จาก "อิทธิพล" ก็ได้ (นิธิ เอียวศรีวงศ์: 2538)
posted on 06 Sep 2008 20:53 by skillsocpolsci61
ตั้งแต่พุทธศักราช 2547 มาจนถึงปัจจุบัน สถานการณ์การเมืองของไทยยังคง "ไม่นิ่ง" สิ่งที่เรียกว่า "ปรากฏการณ์ม็อบพันธมิตร" ยังคงดำเนินอยู่ท่ามกลางจุดยืนที่เปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ขณะที่รัฐบาลก็พยายามหา "ประตู" ที่เป็นทางออกของปัญหา สังคมจึงตั้งคำถามกลับมาที่นักรัฐศาสตร์ ในฐานะเป็นผู้ที่น่าจะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด จึงเป็นที่มาของการเสวนาที่ชื่อว่า "ความมืดยามเที่ยง: ความรู้ทางรัฐศาสตร์กับทางออกการเมืองไทย"ในครั้งนี้ โดยมีผู้ร่วมเสวนา 4 ท่าน ได้แก่ รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์, ศ.ดร.สุรชัย ศิริไกร, รศ.ดร.เกษียรเตชะพีระ และ ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ภาพความมืดยามเที่ยงของ 4 ท่านมีจุดร่วมกันตรงที่เห็นว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นจากการมองประชาธิปไตยคนละแบบ ฝ่ายรัฐมองประชาธิปไตยคนละแบบกับฝ่ายพันธมิตรฯ (ซึ่งอ้างตนว่าเป็นภาคประชาชน) คือ เชื่อมั่นประชาธิปไตยตัวแทน ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ชอบธรรมที่สุด ส่วนพันธมิตรฯ ก็เชื่อประชาธิปไตยมีส่วนร่วม ไปกันคนละทิศทาง เปรียบกับความมืดยามเที่ยง ก็คือ เป็นการขังความคิดตัวเองอยู่ในห้องมืด ไม่มาปรึกษาหารือหรือเจรจาพูดคุยกันให้รู้เรื่องว่าจะไปในทิศทางใด
สำหรับมุมมองต่อประเด็นที่ต่างกันของแต่ละท่าน ก็คือ แนวคิดทางรัฐศาสตร์ที่จะใช้แก้ไขปัญหาต่างกัน นครินทร์ยืนยันหนักแน่นว่า ประชาธิปไตยที่ดีต้องเกิดจากดุลแห่งอำนาจทั้งสาม โดยเฉพาะอำนาจตุลาการ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้แสดงความเห็นว่า กระบวนการทางศาลหรือกระบวนการยุติธรรมที่เกิดจากรัฐประหารนั้นชอบธรรมหรือไม่? คือ เน้นไปที่การสร้างอำนาจและอิทธิพลในรัฐธรรมนูญและสถาบันการเมืองการปกครองเสียมากกว่า ส่วนสุรชัย เกษียร และเสกสรรค์เห็นตรงกันว่า ควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากกว่านี้ ให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและมีอำนาจในการตัดสินใจมากขึ้น ซึ่งต่างจากนครินทร์โดยสิ้นเชิง
แต่ในความเหมือนของทั้งสามท่านก็ยังมีความต่างในเรื่องของวิธีการแก้ไขปัญหา แนวของสุรชัยนั้นจะเน้นการประนีประนอมระหว่างสองฝ่าย โดยเสนอแนะให้รัฐบาลทดสอบความชอบธรรมของตนโดยถามหาความเกื้อหนุนจากประชาชน ให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ แต่เกษียรกล่าวว่า ควรมีการจำกัดขอบเขตการตัดสินใจตรงนี้ด้วยกติกาที่ถูกต้องเหมาะสมและขณะเดียวกันก็ต้องสร้างพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนได้แสดงความเห็นนั้นด้วย ข้อเสนอของเกษียรที่แตกต่างจากทุกคนคือ ทั้งสองฝ่ายไม่ควรดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นเครื่องมือทำลายคู่แข่งทางการเมือง เป็นการสร้างอำนาจมิติที่สามเพื่อควบคุมระเบียบวาระทางการเมืองบางอย่าง ซึ่งขัดแย้งกับแนวทางประชาธิปไตย ส่วนเสกสรรค์นั้นต้องการให้รัฐเข้าหาประชาชนมากกว่าให้ประชาชนเข้าหารัฐ ในฐานะที่ตนเคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีประสบการณ์มาก่อน
สังเกตได้ว่า แนวทางของนครินทร์จะเป็นไปในทางอำนาจนิยม มุ่งใช้กลไกของรัฐเป็นสำคัญ และนับได้ว่าเป็นนักวิชาการสายตุลาการภิวัตน์คนหนึ่งทีเดียว เพราะพยายามส่งเสริมบทบาทของศาลเหลือเกิน แต่กลับไม่ได้พูดถึงความชอบธรรมของกระบวนการที่เกิดจากรัฐประหารว่าชอบธรรมหรือไม่? ทำให้เป็นจุดอ่อนที่ฝ่ายต่อต้านรัฐประหารอาจใช้โจมตีได้ โดยส่วนตัวเห็นว่า รัฐธรรมนูญ 2550 ที่นครินทร์ชื่นชมนี้ยังมีข้อบกพร่องอยู่มาก มีแนวคิดที่ก้าวหน้าในเรื่องกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล แต่กลับถอยหลังเรื่องลักษณะประชาธิปไตยอันเกิดจากประชาชนและสถาบันการเมืองการปกครอง เช่น การสรรหาสมาชิกวุฒิสภาที่ส่วนหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง การดึงศาลเข้ามามีบทบาทมากเกินไป ทำให้ขาด "ที่พึ่ง" ในยามที่ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายบริหารทำหน้าที่ขาดตกบกพร่อง เห็นได้ว่า นครินทร์มองในฐานะคนร่างมากเกินไป แต่ไม่ได้มองภาพรวมในฐานะของประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอธิปไตยเลยแม้แต่น้อย
สำหรับแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนที่อีก 3 ท่านเสนอมานั้น กล่าวได้ว่า สุรชัยพยายามเสนอแนวทางให้ประสานประโยชน์ร่วมกัน แล้วให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ส่วนเกษียรก็ใช้ความรู้รัฐศาสตร์มาอธิบายปรากฏการณ์และพฤติกรรมการเมืองมากกว่าที่จะเสนอหนทางแก้ไข โดยส่วนตัวเห็นว่า แนวทางของเสกสรรที่ให้รัฐบาลเน้นการทำงานเข้าหามวลชนนั้นน่าจะดีที่สุด เพราะน่าจะเป็นจุดบรรจบที่ดีที่สุดระหว่างประชาธิปไตยตัวแทนกับประชาธิปไตยมีส่วนร่วม คือตัวแทนของรัฐเข้าไปหาประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจนั่นเอง เพียงแต่ต้องทำแนวคิดนี้ให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้น
จากการฟังเสวนาครั้งนี้ อาจสรุปได้ว่า คนไทยยังขาดความรู้ในการบริหารจัดการความขัดแย้งที่ดี ทำให้ประชาธิปไตยไทยกลายเป็นประชาธิปไตยแบบมีครู คือเมื่อเกิดวิกฤต ก็จะมีกลุ่มชนชั้นนำไม่กี่กลุ่มออกมาชี้นำสังคม บางครั้งพระมหากษัตริย์ก็ต้องทรงแสดงบทบาทนั้นเอง ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนา จึงได้แต่หวังว่า ผู้รู้ทางรัฐศาสตร์ทั้งหลายจะร่วมกันสร้างองค์ความรู้ที่ดีและใช้ได้จริงในสังคมไทย อย่างน้อยขอให้ลองทำดู แม้จะทำไม่ได้ ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำ...มิใช่หรือ?
posted on 06 Aug 2008 23:07 by skillsocpolsci61
จากการอ่านและได้จับประเด็นสำคัญของเรื่อง “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” ซึ่งเป็นนิยายเชิงการเมืองไทยที่ได้รางวัล ซีไรต์ใน พ.ศ. 2540 เล่มนี้แล้ว ยังแสดงถึงความงามในหลาย ๆ ด้าน “งาม” ในที่นี้คือ หนึ่ง งามในด้านการใช้ภาษาที่ร้อยเรียงออกมาให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายและทรงพลัง มีวิธีการที่แยบยลในการโน้มน้าวผู้อ่านให้คล้อยตามได้ง่ายดาย สอง งามในการหยิบยกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยโดยนำเสนอออกมาผ่านตัวละครหลักทั้งที่มีชีวิตอยู่จริงและที่สมมติขึ้นเสมือนจริงในประวัติศาสตร์การเมืองไทย สาม งามในด้านการพรรณนาธรรมชาติ สรรพสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ที่มักนำไปใช้เป็นบทนำเรื่อง ก่อนนำเข้าสู่เนื้อเรื่องเพื่อคั่นอารมณ์ ความรู้สึกของผู้อ่านให้ผ่อนคลายขึ้น สี่ งามในด้านการตัดต่อเหตุการณ์และการดำเนินเรื่องที่ไม่สลับซับซ้อนบนเนื้อหาที่ซับซ้อน และยากที่บุคคลธรรมดาจะเข้าถึงความจริงบนประวัติศาสตร์การเมืองไทย ห้า งามในการใช้มุมมอง แง่คิด คติเตือนใจ รวมถึงการสอดแทรกความคิดเห็นที่มาจากสองมุมมองหรือสองแนวคิด แต่ทั้งสองแนวคิดนี้ กับตั้งอยู่ บนฐานความต้องการที่จะบรรลุวัตถุประสงค์เดียวกันคือ “ความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง” และสุดท้ายในส่วนของท้ายบทแต่ละบทนั้น ยังได้อ้างอิง นำเอาถ้อยคำหรือบทความที่มีเนื้อหาสอดคล้องหรือส่งเสริมกับเนื้อหาภายในบท ของนักเขียนที่มีชื่อเสียง หลาย ๆ ท่านมานำเสนอ ซึ่งนับเป็นการปิดท้ายบทด้วยความงามเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมภาพบุคคล ภาพเหตุการณ์ แผนผังสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ไว้เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นและเข้าใจ ควบคู่ไปกับการอ่านเนื้อเรื่องมากยิ่งขึ้น
แนวคิดในการมองสภาพที่แท้จริงของปัญหา สื่อ บุคคล และสิ่งรอบตัวต่าง ๆ ที่สะท้อน สภาพการเมืองการปกครองไทย สมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาณสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยคณะราษฎร ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 จนถึงช่วง “พฤษภาทมิฬ” ใน พ.ศ. 2535 ที่มีสาเหตุมาจากความไม่พอใจของประชาชน เนื่องจากมีการสืบทอดอำนาจของกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม จนเป็นเหตุของการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล กับนิสิตนักศึกษา ประชาชน ที่เรียกตนเองว่าเป็นประชาธิปไตย จนถึงขั้นเกิดเหตุการณ์นองเลือด ที่เกิดขึ้นหนึ่งในหลายครั้งบนหน้าประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของไทย
เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ได้กล่าวถึงวิธีการสูญเสียและการได้มาซึ่งอำนาจด้วยวิธีการต่าง ๆ การส่งต่ออำนาจ การสืบต่ออำนาจ และการล้มล้างอำนาจ การก่อกบฏการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของมันว่าจะตกอยู่กับฝ่ายใด ฝ่ายที่แพ้หรือชนะ กลุ่มนายทุนและกลุ่มผลประโยชน์ รวมถึงอุดมการณ์ของบุคคล ฯลฯ ตลอดเวลานักการเมืองหรือกลุ่มผู้มีอำนาจทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลา มักจะอ้างประชาธิปไตย อ้างรัฐธรรมนูญ ในการดำเนินการเพื่อการได้มาซึ่งอำนาจ มากกว่าจะใช้ประชาธิปไตย หรือ รัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดประโยชน์อันสูงสุดแก่ประชาชนส่วนใหญ่และประเทศชาติ โดยหลาย ๆ กลุ่มฯ ได้เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสจากการประกาศใช้นโยบาย วิธีการบริหารบ้านเมืองที่แลดูอาจทำให้ประเทศชาติมั่นคงและพัฒนาให้เป็นสากลขึ้น ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น แต่ก็ยังต้องตกอยู่ภายใต้ความขัดแย้งกันเองภายในกลุ่ม และนอกกลุ่มด้วยกันทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะเล่นกับอำนาจของตน ได้ดีและยาวนานที่สุดเพียงใดเท่านั้นเอง โดยมีหลักการง่าย ๆ คือ วิธีการทางการเมืองที่พัฒนา มิใช่ประชาธิปไตยที่หลายคนคิดว่าพัฒนาขึ้น
นับตั้งแต่มีการปกครองแบบประชาธิปไตย แม้จะไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง จนถึงในช่วงหกสิบปีต่อมาที่ระบอบประชาธิปไตยพัฒนาขึ้นมาตามลำดับขั้นตอนของมันเอง มีขั้นตอน กระบวนการ การถ่ายเทอำนาจจากบุคคลหนึ่งไปหาอีกกลุ่มบุคคลหนึ่ง โดยถ่ายทอดผ่านการดำเนินชีวิตของตัวละครสองคน ที่แตกต่างกันในด้านการใช้ชีวิตและด้านอุดมการณ์ แต่ทั้งสองมีจุดมุ่งหมายปลายทางเพื่อการได้มาชึ่งความสงบสุขของบ้านเมือง สิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน และได้มาซึ่งการมีประชาธิปไตยที่แท้จริง เปรียบเสมือนทางเดินเพื่อไปหาประชาธิปไตย แต่เดินเป็นแนวที่ขนานกันไป ไม่สามารถจะใช้วิถีร่วมกันได้ เนื้อหาแฝงในเรื่องนี้ อาจจะยากต่อความเข้าใจ ว่าเพราะเหตุใดจึงต้องเรียกว่า “เส้นขนาน” เส้นขนานหมายถึงเส้นตรงสองเส้นที่อยู่บนระนาบเดียวกัน ไม่ตัดกัน และมีระยะห่างระหว่างเส้นทั้งสองเท่ากันเสมอ ไม่มีทางที่จะบรรจบกันแต่ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า เส้นขนานทั้งสองเส้นนี้จะไม่รู้จักหรือไม่มีปฏิสัมพันธ์กันมาก่อนเลย ในบางทีเส้นทั้งสองเส้นอาจจะรู้จักคุ้นเคยกันและรู้จักกันมาก่อนเป็น
อย่างดี ดังตัวละครที่สมมุติขึ้นมาก็อาจเป็นได้ แต่ทั้ง ๆ ที่วิถีประชาธิปไตยนั้นมีอยู่แค่วิถีเดียว หากเพียงแต่แตกต่างกันโดยตัวละครในการดำเนินเรื่องทั้งสองคนนั้นที่ใช้ชีวิตและยืนอยู่บนอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน คือ ทั้งสองคนมีบทบาทและหน้าที่ตามวิถีของตน มีวิธีของตนเองที่กระทำหรือปฏิบัติ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่เหมือนกัน คือ “ประชาธิปไตยที่แท้จริง”
“ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” กับปรากฏการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันนั้น หนังสือเล่มนี้ได้เผยแพร่และสะท้อนให้เห็นถึงแนวความคิด ออกมาโดยผ่านคำพูดของตัวละครในเรื่อง และมีอยู่หลาย ๆ คำพูดได้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจในการเมืองการปกครองไทยในปัจจุบัน สามารถที่สะท้อนหรืออธิบายถึงความเป็นมาของเหตุการณ์ต่าง ๆ จนถึงปัจจุบัน ณ ที่นี้ขอหยิบยกถ้อยคำเด็ด ๆ ที่ปรากฎอยู่บางถ้อยคำของตัวละคร ที่พูดเพื่อเป็นการสะท้อนถึงปรากฎการณ์ต่าง ๆ ในสังคมปัจจุบันได้ดี ดังนี้ เริ่มต้นด้วยกลุ่มถ้อยคำที่กล่าวขึ้นโดยมีเนื้อหาที่สอดคล้องกันว่า “ประวัติศาสตร์มันก็เดินซ้ำไปตามรอยเดิมอยู่เรื่อยแหละ ตราบใดที่ธรรมชาติของคนเรายังไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าในยุคสมัยไหนมันก็ยังมีคนที่กระหายอยากได้อำนาจ มีคนที่อยากปลดแอก มีคนที่อยากเปลี่ยนแปลง อยากปฏิวัติอยู่ตลอดเวลา และก็มีนักฉวยโอกาส มีวีรบุรุษจอมปลอม มีคนทรยศ มีแพะรับบาป”1คำพูดนี้ได้สะท้อนถึงสภาพปัญหาความเป็นจริงของสภาพสังคมไทยในปัจจุบันที่ว่า นักการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการสืบทอดและทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบอบประชาธิปไตยของไทย ให้ดำเนินไปตามรูปแบบที่พึงปะสงค์ ด้วยความโปร่งใส และทำเพื่อผลประโยชน์อันสูงสุดแก่ประเทศชาติ แต่นักการเมืองและกลุ่มผลประโยชน์ กับฝักใฝ่อยู่แต่ในอำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ ผลประโยชน์ส่วนตน และการเอาตัวรอดโดยมิได้ตั้งอยู่บนจรรญาบัญที่ดี การไม่มีความรับผิดชอบ ของนักการเมือง ดังคำพูดที่ว่า “เมื่อเล่นหมากรุกการเมือง จงเหลือหนทางถอยหนีไว้เส้นทางหนึ่งเสมอ”2
ในเรื่องที่ตัวละครพูดและแสดงทัศนคติถึงเรื่องของอำนาจคือ “อำนาจก็เป็นเหมือนยาเสพติดชนิดหนึ่งทุกคนรู้ว่ามันเป็นของอันตราย ทุกคนเคยเห็นความร่ายกาจของมัน แต่ก็มิวายที่จะลองลิ้มชิมมันดู และก็ตกอยู่ในบ่วงรัดของมันเสียทุกคนทุกทีไป”3 คำพูดนี้ได้สะท้อนออกมาให้เห็นโทษของอำนาจโดยเปรียบเทียบอำนาจกับยาเสพติด อำนาจเป็นเรื่องที่ไม่จีรังยั่งยืน และผลกระทบจากการใช้อำนาจ คำพูดเรื่องราวเหล่านี้สามารถนำไปยึดถือเป็นหลักการทำงานของนักการเมืองได้เป็นอย่างดีอีกข้อหนึ่ง
อีกกลไกสำคัญหนึ่งของระบอบประชาธิปไตย คือ อำนาจตุลากาล ได้มีคำพูดที่สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานของศาล คือ “สิ่งที่คาดไม่ถึงเป็นเรื่องของศาลสถิตยุติธรรมก็พลอยตกเป็นเครื่องมือของอำนาจนี้ด้วยอย่างไม่น่าเป็นไปได้ ผมเชื่อว่าถ้าสถาบันศาลถูกทำลายเมื่อไหร่ เมื่อนั้นบ้างเมืองห็เข้าสู้กลียุค”4 คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจของผู้ที่เคารพ เลื่อมใสศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยเกินไปเพราะคาดหวังว่าจะได้รับความชอบธรรมจากศาลสถิตยุติธรรม แต่กลับโดนอำนาจแฝงของกลุ่มบุคคลใช้อำนาจศาลเป็นเครื่องมือ ในการเล่นเกมการเมืองเพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกพ้องตน และหรือนำไปกลั่นแกล้งคนดี ผู้บริสุทธิ์อย่างไม่เป็นธรรม ที่เรียกว่า “แพะรับบาป” หรือผู้ที่อยู่ต่างฝ่ายกับตนโดยมิได้คำนึงถึงความศักดิ์สิทธิ์ ความน่าเชื่อถือของศาลสถิตยุติธรรมในสังคม ดังที่เห็นได้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งในสังคมปัจจุบัน
แนวคิดที่สะท้อนความเป็นจริงของสังคมในแง่มุมและค่านิยมที่เกิดขึ้นในสังคม ณ ช่วงเหตุการณ์หนึ่ง โดยพาดพิงถึงสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตย คือ “พวกคุณไล่พวกเขาเข้าป่าแล้วบอกว่าพวกเขาขายชาติ ผมเชื่อว่าเด็กหนุ่มพวกนี้รักชาติไม่น้อยไปกว่าพวกคุณหรอก คอมมิวนิสต์เป็นเผด็จการร้ายแรง --- พวกคุณก็เป็นเผด็จการเช่นกัน แต่ปากร้องป่าว ๆ ว่าเป็นประชาธิปไตยผู้รักชาติ...”1 และสุดท้ายเป็นคำพูดที่ว่า“น่าเศร้าที่ความเจริญทางโลกไม่ได้ช่วยพัฒนาความเป็นมนุษย์ขึ้นเลยเหตุการณ์ที่เทียนอันเหมินหรือพม่าที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกใน พ.ศ.นี้ก็ยังเกิดขึ้น รวมทั้งเหตุการณ์พฤษภาทมิฬของเรา แต่ในยุคโลกาภิวัติน์ที่เต็มไปด้วยเครื่องโทรคมนาคม แทบไม่มีความลับอะไรที่สามารถปิดบังประชาชนได้อีกต่อไป เรารู้หมดว่าเกิดอะไรขึ้นที่มุมไหนของโลก”2 คำพูดนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าที่จะกระทำการบางอย่างโดย อุกอาจ รุนแรงกับประชาชน ทั้ง ๆ ที่ในขณะนี้ประชาชนสามารถเข้าถึง และตรวจสอบข้อมูล หรือทราบสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว
งานเขียน “ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน” เป็นหนังสือของ วินทร์ เลียววาริณ เรื่องนี้เป็นการจำลองภาพในเหตุการณ์ทางการเมืองที่มีความสำคัญในยุคต่าง ๆ การสอดแทรกเนื้อหาสาระ คำพูดของตัวละครที่สะท้อนสภาพความเป็นจริงในแต่ละยุค รวมถึงสะท้อนให้เห็นถึงอุดมการณ์สองแบบ โดยถ่ายทอดผ่านการดำเนินชีวิตของตัวละครสองคน ที่แตกต่างกันในด้านการใช้ชีวิตและด้านอุดมการณ์ แต่ทั้งสองมีจุดมุ่งหมายปลายทางเพื่อการได้มาชึ่งความสงบสุขของบ้านเมือง สิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียนกัน และได้มาซึ่งการมีประชาธิปไตยที่แท้จริง เปรียบเสมือนทางเดินเพื่อไปหาประชาธิปไตย แต่เดินเป็นแนวที่ขนานกันไปไม่สามารถจะใช้วิธีร่วมกันได้ ยังมีคำพูดและเหตุการณ์ที่อธิบายถึงการดำเนินไปของระบอบประชาธิปไตยของไทย จากอดีตถึงปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วย น้ำตาของผู้สูญเสีย กลิ่นคาวเลือด ความขัดแย้งบาดหมาง การหักหลังช่วงชิงอำนาจกัน แต่ในทางกลับกันนั้น อาจจะเกิดเพื่อนรัก ดังที่ผู้เขียนสมุมติขึ้นมาเป็นตัวละครดำเนินเรื่องก็อาจเป็นได้ ในท้ายที่สุดนี้ อาจกล่าวเป็นการสรุปได้ในที่นี้ว่า “คุณเคยคิดไหมว่าประชาธิปไตยเมืองไทยเราก็คล้ายต้นไทรใหญ่ต้นนั้น ส่วนอำนาจเป็นเหมือนลมพายุ พอมันพัดกรรโชกที ต้นไทรก็ปั่นป่วนที แต่ถึงยังไงต้นประชาธิปไตยต้นนี้ก็ยังอุตสาห์ผ่านร้อนผ่านหนาว ยืนหยัดมาได้ตลอด”3 โดยเปรียบประชาธิปไตย คือ ต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึกลงดิน แข็งแรง คงทน และเติบโตตามวิถีของตน ควบคู่ไปกับการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อความอยู่รอด เช่นเดียวกับระบอบประชาธิปไตยของไทย ที่ตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน นั้นมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงให้เข้ากับทุกยุคทุกสมัย ใช้ได้กับสถานการณ์ต่าง ๆ มาโดยตลอด
ศราวุธ เอี่ยมเล็ก (MJ)